เสถียรภาพด้านพลังงาน รากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจจีน
รายงานสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกลางปี 2569 ซึ่งองค์การสหประชาชาติเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลกขณะนี้นับเป็น “หนึ่งในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่”
ขณะที่หลายสถาบันระหว่างประเทศทยอยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากผลกระทบของความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง จีนกลับเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่น ธนาคารโลกระบุในรายงานคาดการณ์ล่าสุดว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างมีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Morgan Stanley และ Deutsche Bank รวมถึงอีกหลายแห่ง ต่างปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยชี้ว่า ความได้เปรียบด้านพลังงานของจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่น
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ความมั่นคงและเสถียรภาพได้กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เสถียรภาพของภาคพลังงานจีนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า เหตุใดจีนจึงถูกมองว่าเป็น “พื้นที่แห่งความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของโลก”
ความแน่นอนดังกล่าวมีรากฐานมาจากความมุ่งมั่นของจีนในการบริหารจัดการกิจการของประเทศให้มีประสิทธิภาพ
พลังงานเป็นเสมือน เส้นเลือดหล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ระบบพลังงานของจีนยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น พร้อมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ความยืดหยุ่นดังกล่าวเกิดจากวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และการยึดมั่นในลำดับความสำคัญของการพัฒนาประเทศ
ปัจจุบัน ความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานของโลกทวีความซับซ้อนมากขึ้น ในฐานะประเทศผู้บริโภคและผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก จีนต้องเผชิญภารกิจสำคัญในการลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ การบรรลุเป้าหมายเกินกว่าที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ 7 ปีเพื่อเพิ่มการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสำรวจน้ำมันและก๊าซในทะเลน้ำลึกด้วยศักยภาพของตนเอง ส่งผลให้อัตราการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และทำหน้าที่เป็น เกราะรองรับ ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
ความแน่นอนนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีนในการผลักดันพิมพ์เขียวการพัฒนาจีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ผลักดันให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ดังที่มีคำกล่าวว่า “ปลายทางของ AI คือพลังงานไฟฟ้า” จีนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกที่ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยพลังงานไฟฟ้า (electrostate) โดยอาศัยศักยภาพด้านการผลิตและจ่ายไฟฟ้าที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรม AI ภายในประเทศก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของโลก
ในการประชุม Summer Davos Forum 2026 นักวิชาการชาวอเมริกัน Kelly Sims Gallagher ได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้จีนสร้างความได้เปรียบด้านพลังงานว่า “จีนกำหนดเป้าหมาย จากนั้นจึงมุ่งพัฒนาโครงสร้างเชิงนโยบายที่มีเสถียรภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นโยบายด้านพลังงานของบางประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงไปมา ขณะที่โครงการพลังงานหมุนเวียนต้องเผชิญกับอุปสรรคและความล่าช้าหลายครั้ง
ในทางตรงกันข้าม จีนยังคงเดินหน้าตามแนวทางที่วางไว้ โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (ปี พ.ศ. 2559-2563) จีนได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาด้านพลังงานสำคัญหลายโครงการ ต่อมาในช่วงแผนฯ ฉบับที่ 14 (ปี พ.ศ. 2564-2568) จีนเร่งก่อสร้างฐานพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ และในปัจจุบัน ภายใต้แผนฯ ฉบับที่ 15 (ปี พ.ศ. 2569-2573) จีนเตรียมดำเนินแผนปฏิบัติการระยะ 10 ปี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็นสองเท่า
การออกแบบนโยบายระดับสูงที่มีความต่อเนื่อง ประกอบกับการประสานงานและการดำเนินนโยบายอย่างเป็นระบบ ได้ผลักดันให้พลังงานหมุนเวียนของจีนก้าวจากบทบาทสนับสนุนในระบบไฟฟ้า ขึ้นมาเป็นกำลังหลักสำคัญ พร้อมบรรลุการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
ความแน่นอนดังกล่าวยังมีรากฐานมาจากความมุ่งมั่นของจีนในการแสวงหาแนวทางการพัฒนาของตนเอง พร้อมสร้างคุณูปการต่อการพัฒนาของทุกประเทศ
ในโลกปัจจุบัน การแข่งขันด้านทรัพยากรพลังงาน เส้นทางคมนาคมขนส่ง และตลาดต่าง ๆ กำลังทวีความเข้มข้นขึ้น ขณะที่บางประเทศเลือกใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเป็นแต้มต่อในการเจรจาทางการทูต จีนกลับเลือกเส้นทาง “การสร้างความทันสมัยแบบเปิดกว้าง” ด้วยการช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน
ไม่นานมานี้ เกษตรกรชาวเคนยา คุณนิโคลัส ได้แบ่งปันบัญชีรายรับรายจ่ายภายในครัวเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แผงโซลาร์เซลล์จากจีนช่วยให้ครอบครัวของเขาหลุดพ้นจากปัญหาไฟฟ้าดับ และช่วยลดค่าไฟฟ้าลงอย่างมาก ขณะที่ในปากีสถาน แผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึงขั้นถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดในงานแต่งงาน เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนได้
ในระดับโลก จีนเป็นผู้จัดหาแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากกว่าร้อยละ 80 และอุปกรณ์พลังงานลมราวร้อยละ 70 ของตลาดโลก อีกทั้งยังช่วยหลายประเทศสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม และพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิค
ดังคำกล่าวโบราณของจีนที่ว่า “ผู้ปกครองที่แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับประชาชน ย่อมได้รับการสนับสนุนจากประชาชน” ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์สีเขียวของจีน เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมและกังหันลม เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ด้วยการเดินหน้าขยายการเปิดกว้างและกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง บทบาทของจีนในฐานะแหล่งความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก จะยิ่งปรากฏเด่นชัดมากขึ้น