บทวิเคราะห์: การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทย สะท้อนภาพชัดจีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน

(People's Daily Online)วันศุกร์ 24 กรกฎาคม 2026

หากจะกล่าวว่าทิศทางความสัมพันธ์จีน-ไทยกำลังไปได้สวยในทุกมิติ อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็คงไม่เกินจริง สังเกตได้จากการที่ต่างฝ่ายต่างส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน แม้การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศครบ 50 ปีไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ในความเป็นจริงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างจีนไทยยาวไกลกว่าพันปี ยาวนานกว่าอายุขัยของหลายประเทศในโลกนี้

ในโอกาสที่ไทยมีรัฐบาลชุดใหม่การกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกด้านระหว่างจีน-ไทย จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการชี้นำให้สองฝ่ายร่วมมือและมีชัยชนะร่วมกัน

นอกจากนี้ ประเด็นหนึ่งที่เป็นความห่วงกังวลร่วมกันของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน คือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นทั้งโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามอย่างมหาศาล ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ หากปราศจากหลักธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลที่เหมาะสม ดังนั้น การที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ประจำปี 2569 และยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (WAICO) ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย จึงมองเห็นโอกาสสำคัญในการผนึกกำลังร่วมกับจีน เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงจากการพัฒนา AI สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้ปัญญาประดิษฐ์เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติและทุกประเทศอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่จีนดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า จึงนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยและประเทศต่าง ๆ ด้วยข้อได้เปรียบของจีนจากการมีตลาดขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ มีรัฐบาลที่มีเอกภาพและเข้มแข็ง ตลอดจนมีศักยภาพโดดเด่นด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตร่วมกัน จีนยังเดินหน้านโยบายเปิดกว้างในระดับสูง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและความมั่นคงอย่างสมดุล พร้อมปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับ นโยบาย และมาตรฐานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมและแบ่งปันโอกาสจากการเติบโตของจีน จากพื้นฐานความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและสาขาอื่น ๆ ที่จีนมีความเชี่ยวชาญและพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ การเข้าถึงตลาดจีนจึงนับเป็นเป้าหมายสำคัญของวิสาหกิจไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวขณะพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่นครเซี่ยงไฮ้ว่า จีนสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยชุดใหม่ให้สามารถดำเนินการบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า จีนเป็นมิตรประเทศที่ไทยสามารถพึ่งพาและไว้วางใจได้เสมอมา ทั้งสองประเทศต่างเคารพ เชื่อมั่น และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ประเทศไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ พร้อมมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และรักษาการแลกเปลี่ยนระดับผู้นำอย่างใกล้ชิด

นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยว่า จีนยังคงยืนหยัดในการสนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่อง และยิ่งตอกย้ำความมั่นใจมากขึ้นจากถ้อยแถลงของผู้นำจีนที่ระบุว่า

จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย โดยถือเป็นส่วนสำคัญของนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยืนยันว่า จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้มาโดยตลอด

พร้อมเสนอให้เร่งสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ให้บังเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค อันจะนำไปสู่ประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ดังนั้น การพบหารือกันของผู้นำจีนและไทยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อสองฝ่ายมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภูมิภาคอีกด้วย

ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากการเยือนจีนครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างโอกาสใหม่ให้ไทย แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างไทย–จีนในระยะยาว

การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ ถือได้ว่า “เข้าถึงสมอง ครองหัวใจ และเชื่อมโยงสู่ลำตัวแขนขาของจีน” เพราะครอบคลุมทั้งมิติด้านยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ตลอดจนความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริงในภาคส่วนต่าง ๆ เเละทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีคำกล่าวเปรียบเปรยถึงการแข่งขันเชิงภาพลักษณ์ระหว่างชาวปักกิ่งและชาวเซี่ยงไฮ้ว่า ปักกิ่งคือหัวใจ เซี่ยงไฮ้คือมันสมอง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลกำหนดจุดหมายแรกในการเยือนคือนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อร่วมประชุมและกล่าวถ้อยแถลงต่อการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ประจำปี 2569 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาล AI โลก (Global AI Governance) ประจําปี 2569 รวมถึงพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน เยี่ยมชมนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท AgiBot รวมถึงพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงค่ำของวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งนับเป็นการหารือในระดับนโยบายและทิศทางความร่วมมือ อันเปรียบเสมือนสมองที่ทำหน้าที่ชี้นำความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ขณะที่ในวันถัดมา นายอนุทินฯ ได้เดินทางต่อไปยังนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน โดยได้พบปะหารือกับภาคเอกชนไทย พร้อมเป็นประธานเปิดงานสัมมนาการลงทุน “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” และเปิดสำนักงานฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดโต๊ะหารือแบบตัวต่อตัวกับผู้บริหารระดับสูงจาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของจีน ที่จะนำเงินมาลงทุนในไทย 70,000 ล้านบาทโดยเป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเป็นการลงทุนใหม่ 20,000 ล้านบาท นี่จึงเข้าข่ายการเยือนที่บังเกิดผลต่อลำตัวแขนขาหรือการปฏิบัติเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นอกจากนี้ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีไทย โดยภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือหลายฉบับ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน อาทิ การค้า เกษตรกรรม ศุลกากร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ ทรัพย์สินทางปัญญา สื่อมวลชน และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ในโอกาสเดียวกัน ระหว่างการเยือนทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันออก “แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการสร้างประชาคมจีน–ไทยเพื่ออนาคตที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” เปรียบเสมือนการครองใจซึ่งกันและกัน พร้อมจับมือร่วมกันเดินหน้าตามทิศทางและแผนแม่บท เพื่อสร้างอนาคตความสัมพันธ์จีน–ไทยให้มีความมั่นคงและสดใสยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างคล่องตัว ราบรื่น และปลอดภัย ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันปรับปรุงกฎระเบียบ แสวงหาและสร้างช่องทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่มีความสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพสูง

คณะนักธุรกิจและนักลงทุนไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ที่ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนในครั้งนี้ ต่างรู้สึกยินดีต่อผลสำเร็จของการเยือนครั้งนี้เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่จาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมไฮเทค ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยภายในปีนี้ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นโยบาย Thailand FastPass ที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและเร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุน ผ่านจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในจีนถึง 4 แห่ง ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ด้วยแนวทางการดำเนินงานที่โปร่งใส ไร้ซึ่งอุปสรรคด้านผลประโยชน์แอบแฝง

ที่สำคัญคือ การเปิดโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนตะวันตก ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นแหล่งรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยในการขยายการลงทุนในจีน ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนจีนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย อันจะนำไปสู่การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีจีนและไทยต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างสองประเทศ โดยในการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจพร้อมกัน 3 ฉบับ ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับองค์กรสื่อชั้นนำของจีน ได้แก่ สำนักข่าวพีเพิลส์ เดลี่ (People’s Daily) สำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency) และกลุ่มสื่อแห่งชาติจีน (China Media Group) ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–จีน ภายหลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยขยายความร่วมมือจากระดับรัฐบาลไปสู่เครือข่ายองค์กรสื่อของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความเข้าใจระหว่างประชาชน และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การให้ความสำคัญกับการสื่อสารด้วยภาษาจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังสร้างความประทับใจแก่สื่อมวลชนจีนและประชาชนจีนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการโพสต์ภาพคู่กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมข้อความ “中泰一家亲” (จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม และวันรุ่งขึ้น เฟซบุ๊ก Xi’s Moment ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “จีนสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของประเทศ พร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยชุดใหม่ให้สามารถบริหารประเทศและขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ”

การส่งสัญญาณผ่านสื่อสังคมออนไลน์ถึงกันแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นจริงใจ ให้หน่วยปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดไว้โดยไว

การเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการทูตระดับผู้นำประเทศที่ทั้งฝ่ายเจ้าภาพและแขกรับเชิญต่างมีการวางแผนและเตรียมการมาเป็นอย่างดี ส่งผลให้ทุกประเด็นในการหารือสามารถตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสของยุคสมัยได้อย่างครอบคลุม

การเยือนครั้งนี้จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ จากความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการกระชับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงของภูมิภาคในระยะยาว

(เขียนโดย หลิว ลี่เจิน สื่อมวลชนอาวุโสชาวไทย)