นวัตกรรมและการแลกเปลี่ยนผลักดันจิ่งเต๋อเจิ้นสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ถ้วยเครื่องลายครามใบเล็กตกลงบนพื้น แต่กลับไม่แตก เพียงเกิดเสียงกระทบเบา ๆ แม้ถ้วยใบนี้จะไม่ใช่โบราณวัตถุจากแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของจิ่งเต๋อเจิ้น แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมืองเครื่องลายครามเก่าแก่แห่งนี้ ในมณฑลเจียงซี ทางตะวันออกของจีน
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม แหล่งอุตสาหกรรมหัตถกรรมเครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ส่งผลให้จีนมีแหล่งมรดกโลกรวม 61 แห่ง
เวิง เยี่ยนจวิ้น ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น กล่าวว่า ความสำคัญของการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่ความงดงามของเครื่องลายครามจิ่งเต๋อเจิ้น หรือชื่อเสียงของเตาเผาหลวงแห่งใดแห่งหนึ่ง และได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า แหล่งมรดกแห่งนี้เก็บรักษาหลักฐานทางกายภาพของอารยธรรมการผลิตเครื่องลายครามที่มีระบบครบถ้วน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ถึงศตวรรษที่ 19 มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาครั้งแล้วครั้งเล่า และส่งอิทธิพลต่อการผลิต ตลอดจนรสนิยมทางศิลปะทั่วโลก
มรดกดังกล่าวยังคงส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน โดยจิ่งเต๋อเจิ้นยังคงมีเครือข่ายการผลิตที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ ให้กลายเป็นผลงานสำเร็จรูปได้ จึงเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการทดลองทางศิลปะ
ระบบการผลิตที่ครบวงจร
เวิง เยี่ยนจวิ้น ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้นมีส่วนร่วมในกระบวนการเสนอชื่อแหล่งมรดกโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยกล่าวว่า แผนในช่วงแรกมุ่งเน้นไปที่แหล่งเตาเผาหลวง รวมถึงความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตทั้งก่อนและหลังขั้นตอนการเผาเป็นหลัก แต่ข้อเสนอฉบับสุดท้ายได้นำเสนอภาพรวมที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมเครื่องลายครามหัตถกรรมของจิ่งเต๋อเจิ้น
เวิง เยี่ยนจวิ้น กล่าวว่า ไม่สามารถพิจารณาเพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยแยกออกจากกัน หรือมองเฉพาะเตาเผาหลวงและเตาเผาของชาวบ้านได้ แต่ต้องพิจารณาจากมุมมองของห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดและภาพรวมของระบบ
องค์ประกอบที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกจึงครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบการผลิต อาทิ แหล่งหินเครื่องเคลือบและดินเกาลิน พื้นที่ผลิตฟืน เตาเผาของชาวบ้านและเตาเผาหลวง ตลอดจนองค์กรทางสังคมที่สนับสนุนกระบวนการผลิต
ระบบเดียวกันนี้ยังคงดำเนินอยู่ในโรงงานและเวิร์กช็อปเครื่องลายครามของจิ่งเต๋อเจิ้นในปัจจุบัน
สวี หว่าน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Jingdezhen Chentian Ceramics ยกตัวอย่างผลงานตุ๊กตา Molly สวมมงกุฎ ซึ่งผลิตตามคำสั่งของแบรนด์ของเล่น Pop Mart และตกแต่งด้วยเทคนิค ปาฮวา (bahua) แบบดั้งเดิมของจิ่งเต๋อเจิ้น ซึ่งมักได้รับการอธิบายว่าเป็น “ศิลปะการขีดลวดลายบนเครื่องลายคราม”
หลังจากเคลือบพื้นผิวเครื่องลายครามด้วยสีพื้นแล้ว ช่างฝีมือจะใช้เครื่องมือปลายแหลมคล้ายเข็ม ขีดเป็นเส้นแบบละเอียดทีละเส้น จนเกิดเป็นลวดลายที่หนาแน่น เทคนิคนี้ไม่สามารถลบรอยผิดพลาดหรือทาสีทับได้ ดังนั้นความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ผลงานทั้งชิ้นเสียหาย
แต่เดิมเทคนิคดังกล่าวมักใช้กับภาชนะที่มีพื้นผิวค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น แจกันและถ้วย การนำมาใช้กับตุ๊กตาจึงยากกว่ามาก เพราะลวดลายต้องต่อเนื่องไปตามมงกุฎ เสื้อผ้า เท้า และส่วนโค้งเว้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของตัวตุ๊กตา
สวี หว่าน กล่าวว่า เนื่องจากมีความยากสูง ช่างฝีมือจำนวนมากจึงไม่เต็มใจรับงานชิ้นนี้ และบางคนถึงกับบอกว่าไม่สามารถทำได้ เรายังคงหารือปัญหานี้กับช่างฝีมือ โดยแบ่งกระบวนการออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ และทดลองวิธีการต่าง ๆ จนในที่สุดเราก็สามารถผลิตผลงานได้ครบทั้งล็อต
นอกจากนี้สวี หว่าน กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า วิธีการสมัยใหม่และการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าช่วยให้ผู้ผลิตเครื่องลายครามของจิ่งเต๋อเจิ้นสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนได้รูปแบบที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า และนวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการละทิ้งงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิม แต่หมายถึงการนำเทคนิคที่มีอยู่เดิมไปประยุกต์ใช้กับรูปแบบการนำเสนอ หน้าที่การใช้งาน หรือกลุ่มผู้ชมใหม่ ๆ
การแลกเปลี่ยนกับนานาชาติ
แหล่งประวัติศาสตร์ของจิ่งเต๋อเจิ้นเป็นหลักฐานทางกายภาพที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ขณะเดียวกัน เวิร์กช็อปที่ยังคงดำเนินงานอยู่และชุมชนช่างเครื่องเคลือบดินเผาที่มีชีวิตชีวาก็สร้างความประทับใจอย่างมากในระหว่างกระบวนการประเมิน
เวิง เยี่ยนจวิ้น ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้นเล่าว่า เขาเคยร่วมเดินทางกับผู้เชี่ยวชาญจากสภาการอนุรักษ์อนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างการประเมินภาคสนาม ผู้เชี่ยวชาญรู้สึกประทับใจอย่างมากเมื่อได้เห็นว่ามรดกด้านเครื่องลายครามแห่งนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีเวิร์กช็อปที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่เป็นจำนวนมากและมีชุมชนขนาดใหญ่ แหล่งมรดกหลายแห่งเป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่แต่จิ่งเต๋อเจิ้นไม่ใช่เช่นนั้น
สภาพแวดล้อมการผลิตที่ยังคงมีชีวิตชีวานี้เปิดโอกาสให้ศิลปินจากทั่วโลกเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ เพื่อทดลองใช้วัสดุและวิธีการเผาที่อาจเข้าถึงได้ยากในพื้นที่อื่น
Svetlana K-Liée ศิลปินชาวรัสเซีย-อังกฤษ กล่าวว่า ผลงานของเธอเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่พำนักอยู่ที่จิ่งเต๋อเจิ้น โดยในปีแรก เธอทดลองนำวัสดุต่าง ๆ มาใช้กับเครื่องลายครามที่ยังไม่ผ่านการเผา และทำผลงานให้เสร็จสิ้นด้วยการเผาเพียงครั้งเดียว ปีที่สอง เธอทดลองใช้เตาเผาฟืน และในปีที่สาม เธอเริ่มผสมผสานแก้วเข้ากับเซรามิก
เธอกล่าวว่า ก่อนเดินทางมาจีนไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถนำแก้วมาผสมผสานกับเซรามิกและน้ำยาเคลือบได้หลากหลายเช่นนี้ พร้อมเรียกประสบการณ์ดังกล่าวว่า “เป็นการค้นพบที่น่ายินดี”
โหว เถี่ยจวิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเซรามิกจิ่งเต๋อเจิ้น (Jingdezhen Ceramic University) กล่าวว่า การเดินทางมาของศิลปินจากประเทศต่าง ๆ ยังคงสืบทอดรูปแบบที่หล่อหลอมเมืองแห่งนี้มาตลอดประวัติศาสตร์
นอกจากนี้โหว เถี่ยจวินยังระบุว่า “จุดแข็งของจิ่งเต๋อเจิ้นคือการที่ช่างฝีมือจากทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้ามา ผู้คนจากต่างถิ่นนำแนวคิดใหม่ ๆ รูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ และแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามา ทำให้เมืองแห่งนี้มีพลังใหม่อยู่เสมอ และระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจรของเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้คน”
ในต่างประเทศ ศิลปินคนหนึ่งอาจต้องขึ้นรูป ลงสี และเผาผลงานด้วยตัวเอง แต่ที่จิ่งเต๋อเจิ้น แม้มีเพียงแนวคิดและยังไม่รู้ว่าจะขึ้นรูปหรือเผาอย่างไร ก็ยังมีผู้ที่สามารถช่วยเปลี่ยนแนวคิดนั้นให้กลายเป็นผลงานจริงได้
ความสำคัญในวงกว้างของการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่ได้อยู่เพียงการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในอดีตของจิ่งเต๋อเจิ้น แต่ความสำเร็จของเมืองในการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมควบคู่ไปกับการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตสมัยใหม่ อาจเป็นแบบอย่างให้แก่ภูมิภาคอื่น ๆ ที่เคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบดินเผา
สำหรับเวิง เยี่ยนจวิ้น ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกยังมาพร้อมกับความรับผิดชอบใหม่
เวิง เยี่ยนจวิ้น กล่าวว่า ต้องอนุรักษ์องค์ประกอบเหล่านี้ตามมาตรฐานของมรดกโลก ขณะเดียวกันก็ต้องตีความและต่อยอดองค์ประกอบเหล่านี้จากมุมมองของมรดกโลก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้กับปัจจุบันและชุมชนท้องถิ่น