จีนผลักดันการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกให้ก้าวหน้าอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม

(People's Daily Online)วันศุกร์ 14 สิงหาคม 2026

ข้อมูลระบุว่า อัตราการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคการผลิตของจีนในกลุ่มสถานประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขึ้นไปอยู่ที่กว่า 30% ขณะที่อุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจอัจฉริยะมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านหยวน จำนวนผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ทะลุ 600 ล้านคน และจีนก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรด้าน AI มากที่สุดในโลก นวัตกรรมเทคโนโลยี AI และการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมของจีนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ขีดความสามารถโดยรวมพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อไม่นานมานี้ บทความแสดงความคิดเห็นของ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ของสหรัฐฯ เปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาโมเดล AI ล้ำสมัยออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ “อาวุธนิวเคลียร์” และ “พลังงานนิวเคลียร์” โดยแนวทางแรกเน้นศักยภาพในการทำลายล้างและจำเป็นต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่แนวทางหลังมองว่าความเสี่ยงสามารถควบคุมได้และควรเปิดกว้างให้มีการแบ่งปันผลลัพธ์เบื้องหลังแนวทางที่แตกต่างกันนี้ แท้จริงแล้วสะท้อนถึงความแตกต่างทางกรอบความคิดว่า AI ควรเป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์สำหรับการผูกขาดและการแข่งขันระหว่างประเทศ หรือควรเป็นสินค้าสาธารณะที่สร้างประโยชน์แก่คนทั้งมวล?

คำตอบของจีนชัดเจนและหนักแน่นว่า ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งไปในทิศทางที่ดีและเป็นประโยชน์ เพื่อให้ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันและพิทักษ์ความมั่นคงร่วมกัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เสนอให้ร่วมกันสร้าง ระบบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่มีความเป็นธรรมและสมเหตุสมผล ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งต่อแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีและกระแสแห่งยุคสมัย เป็นการขบคิดที่มุ่งส่งเสริมการแบ่งปันผ่านการหารือร่วมกัน และส่งเสริมการพัฒนา AI ที่เป็นประโยชน์ผ่านธรรมาภิบาลที่ดี อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทและภูมิปัญญาของจีนในการผลักดันธรรมาภิบาล AI ระดับโลก โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ

ระหว่างการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2569 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ได้มีการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก โดยมี 38 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง จากการวางแผนเมื่อหนึ่งปีก่อน สู่การเก็บเกี่ยวผลสำเร็จในวันนี้ ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศระหว่างรัฐบาลด้าน AI แห่งแรกของโลก องค์กรดังกล่าวยึดมั่นในหลักการส่งเสริม AI ที่เป็นประโยชน์และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ยึดถือวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และเปิดกว้างต่อทุกประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางและสร้างหลักยึดใหม่สำหรับการกำกับดูแล AI ร่วมกันในยุคอัจฉริยะ

ข้อมูลจาก สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกประมาณ หนึ่งในสามยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ขณะที่รายงาน Digital Progress and Trends Report 2025 ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2568 ระบุว่าประเทศรายได้ต่ำและปานกลางยังมีช่องว่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูง ทั้งในด้านจำนวนระบบและขนาดกำลังประมวลผล ส่วนรายงานศูนย์ข้อมูลแอฟริการะบุว่า ความจุศูนย์ข้อมูลทั่วโลกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ขณะที่แอฟริกามีสัดส่วนน้อยกว่า 1% หากขาดการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหา ช่องว่างด้านการพัฒนา AI อาจขยายตัวกลายเป็น ช่องว่างด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (digital-intelligence divide) หรือแม้กระทั่งช่องว่างระหว่างประเทศซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ต่อการพัฒนาของโลก

จีนได้จัดสัมมนาด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI เปิดตัวโครงการความร่วมมือด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี AI ภายใต้กรอบ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” พัฒนาโครงการ “ดิจิทัล เซาธ์” (Digital South) ภายใต้คลังโครงการเพื่อการพัฒนาระดับโลก และจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรม AI จีน-อาเซียน ตลอดจนดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมอีกหลายด้าน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน และใช้ศักยภาพด้าน AI ของจีนสนับสนุนประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในซีกโลกใต้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI

ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์ จีนพร้อมแสดงท่าทีที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และมองการณ์ไกลยิ่งขึ้น เพื่อร่วมมือกับทุกฝ่ายในการคว้าโอกาสและรับมือกับความท้าทายจากการพัฒนา AI พร้อมร่วมกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้แก่มวลมนุษยชาติ