ฉางซา สืบสานมรดกนับพันปีสู่ชีวิตยุคใหม่

(People's Daily Online)วันศุกร์ 11 กันยายน 2026

เมืองฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนานทางตอนกลางของจีน ยังคงรักษาทั้งชื่อเมืองและที่ตั้งของเมืองไว้เช่นเดิมมานานกว่า 3,000 ปี ถนนหนทางและตรอกซอกซอยภายในเมืองล้วนสะท้อนประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาหลายศตวรรษ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองฉางซาได้เดินหน้าปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ในการผสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเข้ากับวิถีชีวิตของเมืองในยุคปัจจุบัน

เสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นนี้ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก บางคนเดินทางมาเพื่อศึกษาที่สำนักศึกษาซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ขณะที่บางคนมาสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และอีกหลายคนค้นหาแนวทางใหม่ในการถ่ายทอดเรื่องราวของฉางซาให้คนรุ่นใหม่ในต่างประเทศได้รับรู้

ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนมุมมองใหม่เกี่ยวกับวิธีที่เมืองเก่าแก่แห่งนี้อนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น

สืบสานมรดกแห่งการเรียนรู้ สถาบันเยว่ลู่เดินหน้าสานต่อจิตวิญญาณทางวิชาการ

Peter Brian Ditmanson นักวิชาการชาวอเมริกัน เริ่มสอนหนังสือที่สถาบันเยว่ลู่ มหาวิทยาลัยหูหนาน เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911–2187) และเป็นผู้นำทีมแปลเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเยว่ลู่

ในการแปลข้อความจารึกต่าง ๆ เช่น “学达性天” (เสวียต๋าซิ่งเทียน) Peter Brian Ditmanson มักพิจารณาความหมายของแต่ละถ้อยคำอย่างรอบคอบ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาที่เปี่ยมด้วยปรัชญาให้ผู้อ่านจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

ในมุมมองของ Peter Brian Ditmanson สถาบันเยว่ลู่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนเพียงมาชื่นชมจากภายนอก เพราะขนบแห่งการเรียนรู้ การสั่งสอน และการศึกษาค้นคว้าของที่นี่ยังคงดำเนินต่อเนื่องไม่เคยขาดตอน อาคารเก่าแก่ยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่ยังคงสานต่อพันธกิจด้านการเรียนรู้ที่สืบทอดมาแต่โบราณ

แล้วเราจะอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? Peter Brian Ditmanson มีส่วนร่วมในโครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าของสถาบันเยว่ลู่ โดยรวบรวมบันทึกคำบอกเล่าจากคณาจารย์และบุคลากรของสถาบันเกือบ 200,000 ตัวอักษรจีน ความพยายามนี้ช่วยบันทึกเรื่องราวบางแง่มุมของสถาบันเยว่ลู่ที่ไม่อาจมองเห็นได้จากอาคารสถานที่เพียงอย่างเดียว

แนวคิดเรื่อง “ปล่อยให้ประวัติศาสตร์เล่าเรื่องราวของตัวเองต่อไป” ยังเป็นแนวทางสำคัญในโครงการด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ ของเมืองฉางซา โดยเมืองกำลังพัฒนาตนเองสู่การเป็น “เมืองแห่งพิพิธภัณฑ์” พร้อมส่งเสริมโบราณคดีภาคประชาชนและกิจกรรมเชิงปฏิบัติด้านการบูรณะโบราณวัตถุทางวัฒนธรรม เพื่อให้ประวัติศาสตร์เข้าใกล้ประชาชนมากยิ่งขึ้น

Peter Brian Ditmanson มองว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ควรตั้งอยู่บนความเคารพเสมอ โดยกล่าวว่า “เราไม่ควรทำให้ประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งและทรงคุณค่าถูกนำเสนออย่างผิวเผิน เพียงเพื่อให้ผู้มาเยือนเข้าถึงได้ง่ายและเพลิดเพลิน”

ในมุมมองของ Peter Brian Ditmanson การที่ผู้คนยังคงศึกษาและแสวงหาความรู้ในสำนักศึกษาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ขณะเดียวกันตำราโบราณก็ได้รับการถ่ายทอดไปสู่ผู้อ่านในหลากหลายภาษา สะท้อนให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงอดีต

จนถึงทุกวันนี้ Peter Brian Ditmanson ยังคงมองตัวเองว่าเป็น “นักเรียน” เพราะเชื่อว่าต้องทำความเข้าใจจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมของสถาบันเยว่ลู่อย่างถ่องแท้เสียก่อน จึงจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนที่แท้จริงระหว่างกัน

สืบสานมรดกที่ยังมีชีวิต ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมสู่ชีวิตประจำวัน

Martin Haase ชาวแคนาดา อาศัยอยู่ในเมืองฉางซามาเกือบ 20 ปีแล้ว การฝึกไทเก๊กทุกวันเป็นกิจวัตรของเขา สำหรับ Martin Haase แล้ว การผสานวัฒนธรรมเข้ากับชีวิตสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีการที่ซับซ้อน โดย Martin Haase กล่าวว่า “พลังชีวิตที่แท้จริงของวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน”

ไทเก๊กทำให้ Martin Haase สนใจการแพทย์แผนจีน และต่อมาเขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหูหนาน โดยศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก ปัจจุบันเขาศึกษาวิจัยด้านการเผยแพร่การแพทย์แผนจีนสู่ระดับนานาชาติ

เมื่อ Martin Haase เดินทางมาถึงเมืองฉางซาเป็นครั้งแรก ชาวต่างชาติยังมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้การแพทย์แผนจีนและไทเก๊กอย่างเป็นระบบค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นอย่างมาก มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จัดเวิร์กช็อปไทเก๊ก สมาคมต่าง ๆ เปิดชั้นเรียนในชุมชน กลุ่มภาคประชาชนจัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ ขณะที่เขตต่าง ๆ จัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประกอบกับกระแสวิดีโอสั้น ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมได้ง่ายกว่าที่เคย

Martin Haase เปลี่ยนบทบาทจากผู้เริ่มต้นฝึกไทเก๊กมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม เมื่อเพื่อนชาวต่างชาติถามว่าในเมืองฉางซาสามารถเรียนไทเก๊กได้ที่ไหน Martin Haase ไม่ได้เพียงช่วยแปลภาษาเท่านั้น แต่ยังดูแลบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่ออธิบายให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าใจวิถีชีวิตและมุมมองต่อโลกที่แฝงอยู่ในการแพทย์แผนจีน

สำหรับ Martin Haase จุดแข็งสำคัญที่สุดของเมืองฉางซาคือความสามารถในการนำแนวปฏิบัติที่เคยเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มและจำกัดอยู่ในชุมชนผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม มาปรับให้กลายเป็นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของคนเมืองที่ทุกคนเข้าถึงได้

Martin Haase กล่าวว่า “ลิ้มรสชาสักถ้วย ฝึกไทเก๊กสักชุด เดินเล่นไปตามตรอกเก่า ๆ วัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ในจังหวะเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน”

รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ชวนผู้คนร่วมถ่ายทอดเรื่องราวมากขึ้น

Samviontha (Wong Pek Hwa) นักศึกษาชาวมาเลเซีย ยืนอยู่ใต้กำแพงเมืองโบราณที่ศาลาเทียนซิน และนึกถึงบ้านเกิดของเธออย่างมะละกา Samviontha (Wong Pek Hwa) กล่าวว่า “เมื่อเราเริ่มต้นจากสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ประวัติศาสตร์ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น”

ในปี 2568 Samviontha (Wong Pek Hwa) เดินทางมาศึกษาที่ Central South University of Forestry & Technology และไม่นานนัก มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของฉางซา รวมถึงบรรยากาศของเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความเป็นคนรุ่นใหม่ ก็กลายเป็นหัวข้อที่เธอนำเสนอผ่านวิดีโอ เพื่อแนะนำเมืองแห่งนี้ให้ผู้ชมในมาเลเซียได้รู้จักในภาษามลายู

Samviontha กล่าวว่า“การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการแปลเนื้อหาภาษาจีนเป็นอีกภาษาหนึ่งเท่านั้น” เธอเริ่มต้นจากประสบการณ์ของตนเอง แล้วเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของฉางซาเข้ากับสิ่งที่ผู้ชมคุ้นเคย ตัวอย่างเช่น เมื่อแนะนำเต้าหู้เหม็นฉางซา เธอเปรียบเทียบกับถั่วเหม็นหมักของมาเลเซีย โดยใช้ความคุ้นเคยด้านรสชาติที่มีร่วมกันเป็นสะพานเชื่อมความแตกต่างทางวัฒนธรรม

หลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์งานปักหูหนาน เธอใช้ภาษามลายูบรรยายเทคนิคการปักที่มีสีสันและเสมือนจริง ช่วยให้ผู้ชมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำความรู้จักกับงานปักหูหนาน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีนได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านศิลปะสื่อของยูเนสโก (UNESCO Creative City of Media Arts) เมืองฉางซาเดินหน้าขยายช่องทางการสื่อสารกับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดย Samviontha และชาวต่างชาติรุ่นใหม่อีกหลายคนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ทูตการสื่อสารระหว่างประเทศ” ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ขนบธรรมเนียมท้องถิ่น หรือหัตถกรรมดั้งเดิมที่กลับมาได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ สำหรับ Samviontha สิ่งที่ทำให้ฉางซามีเสน่ห์คือการที่เรื่องราวจากอดีตและนวัตกรรมสมัยใหม่มักปรากฏอยู่ในภาพเดียวกัน ขณะที่เมืองพัฒนาไปข้างหน้า ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เลือนหายไป

ภายใต้แสงไฟจากโคม บางคนก้มหน้าอ่านหนังสือ บริเวณหัวมุมถนน บางคนฝึกไทเก๊ก ขณะที่อีกหลายคนถ่ายทอดเรื่องราวของตรอกซอกซอยธรรมดา ๆ เหล่านี้ให้เพื่อนที่อยู่ห่างไกลได้ฟัง แม้จะมาจากต่างประเทศกัน แต่ทุกคนต่างซึมซับคุณค่าจากมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ พร้อมเติมพลังชีวิตใหม่ให้กับมรดกดังกล่าว และในช่วงเวลาอันเงียบสงบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเช่นนี้เอง วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนานจึงได้รับการยอมรับ ชื่นชม และดูแลรักษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น