บันทึกบรรณาธิการวันที่ 2: ยิ่งได้รู้จักเซินเจิ้น ฉันยิ่งเห็นมากกว่าเมืองที่กำลังเติบโต

(People's Daily Online)วันพุธ 21 ตุลาคม 2026


ภาพถ่ายวันที่ 20 ตุลาคม 2569 บรรยากาศ ณ ห้องสมุดเซินเจิ้นเหนือ
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

ก่อนเดินทางมาเซินเจิ้น ดิฉันรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ แต่หลังจากได้ใช้เวลาเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในวันนี้ ดิฉันเริ่มรู้สึกว่า การทำความรู้จักเมืองหนึ่งให้ลึกซึ้ง อาจต้องมองให้ไกลกว่าสิ่งที่เมืองนั้นสร้างขึ้นมา และลองมองเข้าไปถึงสิ่งที่เมืองเลือกเก็บรักษา สิ่งที่เมืองเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ และผู้คนที่เมืองต้องการเชื่อมโยงเข้าหากัน

ห้องสมุดเซินเจิ้นเหนือ: อนาคตของเมือง เริ่มต้นจากคนธรรมดาที่กำลังเรียนรู้

เมื่อเดินเข้าไปในห้องสมุดเซินเจิ้นเหนือ ดิฉันได้เห็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือและความรู้ พร้อมระบบจัดเก็บและลำเลียงหนังสืออัจฉริยะที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้การเรียนรู้สะดวกขึ้นได้มากเพียงใด

แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจดจำจากที่นี่ ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยของระบบต่าง ๆ หากเป็นความหมายของการสร้างพื้นที่เช่นนี้ขึ้นมาในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างเซินเจิ้น เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะกำหนดอนาคตไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรหรือระบบอัจฉริยะ แต่ยังเป็นผู้คนที่ได้เรียนรู้ เติบโต และนำความรู้นั้นไปสร้างสิ่งใหม่ต่อไป


ภาพถ่ายวันที่ 20 ตุลาคม 2569 บรรณาธิการชาวไทยกำลังอ่านหนังสือ ณ ห้องสมุดเซินเจิ้นเหนือ
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

ดิฉันคิดว่า ห้องสมุดอาจเป็นสถานที่ที่เงียบสงบที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง แต่ในความเงียบนั้น มีผู้คนมากมายกำลังเตรียมตัวสำหรับอนาคตของตัวเอง บางคนอาจกำลังอ่านหนังสือเพื่อสอบ บางคนกำลังค้นหาคำตอบให้กับสิ่งที่สงสัย และบางคนอาจกำลังเริ่มต้นทำความเข้าใจโลกในแบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

การได้เห็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เช่นนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงว่า ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ในประเทศใด โอกาสในการเรียนรู้ล้วนมีความหมาย เพราะอนาคตของเมืองไม่ได้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาแต่ละคนค่อย ๆ สร้างขึ้นจากความรู้และโอกาสที่พวกเขาได้รับ


ภาพถ่ายวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ผู้ชมกำลังยืนชมผลงานศิลปะ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเซินเจิ้น อาคารใหม่
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเซินเจิ้น อาคารใหม่: บางครั้ง เราต้องหยุดมองโลกให้ช้าลง

จากห้องสมุด ดิฉันเดินทางต่อมายังพิพิธภัณฑ์ศิลปะเซินเจิ้น(อาคารใหม่) ที่นี่ทำให้จังหวะการเดินทางของดิฉันเปลี่ยนไป จากการมองเมืองผ่านความรู้และเทคโนโลยี มาสู่การใช้เวลาอยู่กับผลงานศิลปะและความรู้สึกของตัวเอง

เมืองที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอาจทำให้เรามัวแต่มองไปข้างหน้า จนบางครั้งลืมหยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวทำให้เรารู้สึกอย่างไร และเรามองโลกใบนี้แตกต่างไปจากเดิมบ้างหรือไม่

สำหรับดิฉัน ศิลปะมีคุณค่าตรงที่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องมองเห็นสิ่งเดียวกัน ผลงานชิ้นหนึ่งอาจทำให้คนคนหนึ่งนึกถึงความทรงจำ ขณะที่อีกคนอาจมองเห็นคำถามหรือความหมายที่แตกต่างออกไป ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ใครผิดหรือถูกเสมอไป แต่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่าคนอื่นอาจมองโลกไม่เหมือนเราและที่นี่ก็เป็นที่ที่เชื่อมโยงศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างจีนและนานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน

วันนี้ดิฉันเลือกสถานที่แห่งนี้ในการรายงานข่าวทำคลิปวิดีโอ และสะดุดตากับผลงานนกพิราบแห่งสันติภาพซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ขณะที่เครื่องลายครามจีนก็ชวนให้นึกถึงเครื่องเบญจรงค์ของไทย ซึ่งต่างสะท้อนเอกลักษณ์และภูมิปัญญาทางศิลปะของแต่ละประเทศและงดงามไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ดิฉันยังเห็นผลงานผ้าพันคอลวดลายนกพิราบแห่งสันติภาพ จากลวดลายโบราณสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมสามารถต่อยอดสู่ชีวิตยุคใหม่ได้ ซึ่งเมื่อได้เห็นแล้ว ก็ชวนให้นึกถึงลวดลายไทยและงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของไทยเช่นกัน

เมื่อมองในแง่นี้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้พบกับความคิดและความรู้สึกที่อาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน และยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายประเทศผ่านศิลปะและวัฒนธรรม

ดิฉันรู้สึกว่า นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาเช่นกัน เพราะเมืองที่น่าอยู่ไม่ได้มีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออาคารที่ทันสมัย แต่ควรเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ชีวิต ได้คิด ได้รู้สึก และได้ค้นพบความหมายบางอย่างให้กับตัวเองด้วย


ภาพถ่ายวันที่ 20 ตุลาคม 2569 บรรยากาศภายใน ณ ศูนย์ศิลปะลู่หู (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

ศูนย์ศิลปะลู่หู : ความอบอุ่นในทุกตารางเมตร

ก่อนมาเซินเจิ้น ดิฉันนึกภาพเมืองนี้ไว้เพียงอย่างเดียว คือเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง ผู้คนเดินเร็ว และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนแทบไม่มีที่ว่างให้ความเงียบงามใด ๆ

แต่แล้ววันนี้ดิฉันก็ได้มายืนอยู่หน้าศูนย์ศิลปะลู่หู อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ ในเขตหลงหัว เมืองเซินเจิ้นที่นี่รวมโรงละครขนาดใหญ่ โรงละครกลาง โรงละครเล็ก ห้องสมุดประชาชน และพื้นที่สำหรับศิลปะการแสดงไว้ในที่เดียวกัน งบประมาณก่อสร้างสูงและผ่านการใช้เวลาก่อสร้างหลายปีกว่าจะเปิดให้คนได้เข้ามาสัมผัส พอดิฉันก้าวเข้าไปข้างใน กลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก

สถาปัตยกรรมของที่นี่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เน้นความเป็นธรรมชาติ โดยนำดินจากภูเขาจริงมาปูบนหลังคา เพื่อให้อาคารเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะได้อย่างกลมกลืนและไร้รอยต่อ ราวกับว่าธรรมชาติกับศิลปะเป็นสิ่งเดียวกัน และที่นี่เคยได้รับรางวัลระดับโลกมาหลายรางวัล แต่สิ่งที่ดิฉันจดจำได้แม่นกลับไม่ใช่รางวัลเหล่านั้น แต่มันคือเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่มาทัศนศึกษาวิ่งเล่นอยู่ในที่แห่งนี้ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เปรียบเสมือนแสงไฟที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นบนเวทีโรงละครใหญ่ก่อนการแสดงจะเริ่มต้น เป็นแสงแห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่ ส่วนคนชราที่นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ริมหน้าต่าง เปรียบเสมือนแสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่ายที่ส่องกระทบไหล่ เป็นแสงแห่งความอบอุ่นและความสงบที่ผ่านกาลเวลามาแล้ว ช่วงเวลาธรรมดา ๆ เหล่านั้นเองที่ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่อาคาร แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกช่วงวัยได้พบความหมายของตัวเอง


ภาพถ่ายวันที่ 20 ตุลาคม 2569 บรรยากาศของเหล่าศิลปินที่กำลังสร้างสรรค์ผลงานอย่างตั้งใจ
ณ ฐานอุตสาหกรรมภาพพิมพ์ศิลป์กวนหลาน (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)

ฐานอุตสาหกรรมภาพพิมพ์ศิลป์กวนหลาน: แม้พูดกันคนละภาษา เราก็ยังมีบางสิ่งที่แบ่งปันกันได้

สถานที่สุดท้ายของวันนี้คือฐานอุตสาหกรรมภาพพิมพ์ศิลป์กวนหลาน แหล่งสร้างสรรค์ผลงานที่เปิดรับศิลปินจากหลากหลายประเทศและภูมิภาค ให้เข้ามาทำงาน แลกเปลี่ยนความรู้ และนำเสนอผลงานศิลปะร่วมกัน

เมื่อทราบว่าที่นี่เคยต้อนรับศิลปินจากกว่า 100 ประเทศและภูมิภาค ดิฉันอดคิดไม่ได้ว่า ศิลปินแต่ละคนที่เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ ต่างนำเรื่องราวจากบ้านเกิด ประสบการณ์ชีวิต และมุมมองของตัวเองติดตัวมาด้วย

พวกเขาอาจมีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมารวมตัวกันผ่านงานศิลปะ ความแตกต่างเหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้การแลกเปลี่ยนมีคุณค่า เพราะเราไม่ได้เพียงนำเสนอสิ่งที่ตัวเองรู้จักให้คนอื่นดู แต่ยังได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้จักจากคนอื่นด้วย

สิ่งที่ดิฉันรู้สึกหลังจากได้มาที่นี่ คือเซินเจิ้นมีอีกด้านที่น่าสนใจไม่แพ้เทคโนโลยี นอกจากการได้ชมผลงานศิลปะแล้ว เรายังได้เห็นบทบาทของเมืองนี้ในการเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศได้มาพบกัน

สำหรับดิฉัน นี่เป็นภาพของการเชื่อมโยงผู้คนที่มีความหมาย เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานเหมือนกันทุกอย่างจึงจะเรียนรู้จากกันได้ บางครั้ง เพียงแค่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง ก็อาจทำให้คนอีกฟากหนึ่งของโลกมองเห็นบางสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน

และในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ดิฉันคิดว่าการมีพื้นที่เช่นนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างสิ่งใหม่ เพราะการพัฒนาไม่ได้ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นเพียงเพราะเราทำอะไรได้มากกว่าเดิม แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถอยู่ร่วมกับคนที่แตกต่างจากเราได้ดีขึ้นเพียงใด

เพื่อให้โลกได้เห็นจีนในวันนี้

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงสำนวนจีนที่ว่า “观乎人文,以化成天下” การมองดูวัฒนธรรมของผู้คน เพื่อหล่อหลอมและสร้างสรรค์โลกให้งดงาม วันนี้เราได้เห็นวัฒนธรรมในสามมิติที่ต่างกัน ห้องสมุด คือที่ที่วัฒนธรรมถูกเก็บรักษาไว้ในหน้ากระดาษ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเซินเจิ้น(อาคารใหม่) คือที่ที่วัฒนธรรมถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพและความรู้สึก ส่วนฐานอุตสาหกรรมภาพพิมพ์กวนหลาน คือที่ที่วัฒนธรรมถูกส่งต่อไปถึงมือคนรุ่นต่อไป

ทั้งสามแห่งไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นวงจรเดียวกัน คือ การเก็บรักษา การถ่ายทอด และการส่งต่อ วัฒนธรรมไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง แต่อยู่ในทุกมือที่ตั้งใจส่งมันต่อไป นี่คือสิ่งที่การลงพื้นที่ในวันนี้สอนดิฉัน และสำหรับผู้ชมชาวไทย ดิฉันหวังว่าบันทึกนี้จะช่วยให้เราเห็นจีนมากกว่าภาพที่คุ้นเคย และได้เห็นด้วยตัวเองว่าประเทศจีนกำลังเดินหน้าไปไกลอย่างมาก ก่อนที่เซินเจิ้นจะต้อนรับสายตาจากทั่วโลกใน APEC 2026