บันทึกบรรณาธิการ วันที่ 5: วันสุดท้ายในเซินเจิ้น กับ 3 สิ่งที่ฉันอยากนำกลับไป
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางในเซินเจิ้นตลอด 5 วันที่ผ่านมา ดิฉันได้เดินทางไปยังสถานที่หลายแห่ง ตั้งแต่แหล่งพัฒนาเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ธุรกิจการเงินดิจิทัล ไปจนถึงพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและการเรียนรู้
ก่อนเดินทางมา ดิฉันอาจมองเซินเจิ้นในฐานะเมืองแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก แต่เมื่อได้เห็นสถานที่ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ดิฉันกลับพบว่าเบื้องหลังความก้าวหน้าไม่ได้มีเพียงเครื่องมือที่ทันสมัย หากยังมีแนวคิดเกี่ยวกับผู้คน โอกาส และการพัฒนาเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 บรรยากาศ ณ WeBank เฉียนไห่ ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
WeBank: เทคโนโลยีที่ดีต้องสร้างโอกาสให้ผู้คน
การเดินทางในวันสุดท้ายเริ่มต้นที่ธนาคาร WeBank เฉียนไห่ ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน ซึ่งทำให้ได้เห็นอีกด้านของเซินเจิ้น เมืองที่นำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการทางการเงินให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้คนได้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่การเงินดิจิทัลไปจนถึงบริการอัจฉริยะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมไม่ได้อยู่เพียงในห้องทดลอง แต่ยังสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จาก WeBank คือ เทคโนโลยีทางการเงินไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะทำให้บริการสะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่ยังมีศักยภาพในการช่วยให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้สามารถนำมาศึกษาต่อยอด เพื่อพัฒนาบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและประชาชน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทของไทย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความก้าวหน้าจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อผู้คนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากความก้าวหน้านั้นได้

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ภาพหุ่นยนต์กำลังช่วยเก็บขยะ ณ บริษัทหุ่นยนต์จื้อเปี้ยนเลี่ยง
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
บริษัทหุ่นยนต์จื้อเปี้ยนเลี่ยง X Square Robot: สำรวจความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีแห่งอนาคต
การเยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์จื้อเปี้ยนเลี่ยงเปิดโอกาสให้ได้ทำความรู้จักกับการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และแนวทางการประยุกต์ใช้ในอนาคต เซินเจิ้นไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม แต่ยังเป็นเมืองที่กำลังสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับโลก จากการพัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทำให้เห็นถึงศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนมากขึ้น
สิ่งที่ดิฉันประทับใจมากๆในการเยี่ยมชมบริษัทแห่งนี้ คือหุ่นยนต์กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตจริง ตั้งแต่ช่วยเหลือผู้คนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำความสะอาด ช่วยจัดดอกไม้ ไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกและตรวจสอบพัสดุ สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงความสามารถของหุ่นยนต์ แต่คือการที่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์และทำให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ภาพหุ่นยนต์กำลังช่วยเก็บขยะ ณ บริษัทหุ่นยนต์จื้อเปี้ยนเลี่ยง
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
การพัฒนาหุ่นยนต์และ AI ทำให้ดิฉันเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้กับงานจริง ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ โลจิสติกส์ หรือการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ประเทศไทยสามารถศึกษาและเตรียมความพร้อมได้
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ทำอะไรได้ในวันนี้ แต่คือเราจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างไร รวมถึงจะเตรียมบุคลากรให้พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างไร

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 บรรยากาศ ณ ศูนย์หนังสือ “ดวงตาแห่งอ่าว”
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
ศูนย์หนังสือ “ดวงตาแห่งอ่าว”: สัมผัสหัวใจทางวัฒนธรรมของเมือง
เมื่อมาถึงศูนย์หนังสือ “ดวงตาแห่งอ่าว” ได้สัมผัสอีกมิติของเซินเจิ้นที่นอกเหนือจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่นี่ยังเป็นพื้นที่แห่งการอ่าน การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนความคิด
ที่ศูนย์หนังสือแห่งนี้ มีหนังสือหลากหลายประเภทให้เลือกอ่าน ทั้งหนังสือภาษาจีนและหนังสือภาษาต่างประเทศจากหลายประเทศ ที่น่าประทับใจคือ ในบรรดาหนังสือเหล่านั้นยังมีหนังสือภาษาไทยด้วย ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า แม้อยู่ไกลจากประเทศไทย แต่เรื่องราวและภาษาของเราก็มีพื้นที่ให้ผู้คนได้ทำความรู้จักที่นี่เช่นกัน

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 หนังสือภาษาไทย ณ ศูนย์หนังสือ “ดวงตาแห่งอ่าว”
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
อีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสถาปัตยกรรมของอาคารที่มีเอกลักษณ์ ผสมผสานพื้นที่แห่งการอ่านเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัย ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมหนังสือ แต่ยังเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้และสัมผัสความหลากหลายผ่านทั้งตัวอักษรและสถาปัตยกรรมค่ะ
ที่นี่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้คนควบคู่ไปกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เพราะเสน่ห์ของเมืองไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วในการพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เติมเต็มชีวิตและจิตใจด้วยเช่นกัน

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 บรรณาธิการชาวไทยกำลังเรียนรู้การเชิดสิงโต
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
สวนสาธารณะฮุ่ยจ่านวาน— ปิดท้ายการเดินทางด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจในเซินเจิ้น คือการได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านการแสดงเชิดสิงโต ณ สวนสาธารณะฮุ่ยจ่านวาน ที่นี่มีการแสดงเชิดสิงโตต้อนรับอย่างคึกคัก และดิฉันยังมีโอกาสเรียนรู้วิธีเชิดสิงโตด้วยตัวเองอีกด้วย
สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือการได้รับตุ๊กตาสิงโตเป็นของที่ระลึก ซึ่งจัดวางอยู่ในกล่องแก้วอย่างสวยงาม ของขวัญชิ้นนี้ไม่เพียงเก็บความทรงจำจากการมาเยือนเซินเจิ้น แต่ยังเป็นตัวแทนของประสบการณ์ที่ทำให้ดิฉันได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมจีนมากขึ้น ผ่านการลงมือสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงการมองดูจากภายนอก

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ของที่ระลึกจากเซินเจิ้น (ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
การเดินทางวันสุดท้ายเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ตั้งแต่การได้เห็นพลังของนวัตกรรม ไปจนถึงการสัมผัสพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของเซินเจิ้น
ภาพการเชิดสิงโตท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดี ประกอบกับรอยยิ้มและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้คน ทำให้การมาเยือนครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเดินทางมาทำข่าว
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้รู้จักเซินเจิ้นอย่างลึกซึ้งขึ้น ไม่ใช่เพียงเมืองแห่งเทคโนโลยีและการพัฒนาที่ก้าวหน้า แต่ยังเป็นเมืองที่ผู้คนพร้อมเปิดรับผู้มาเยือนจากต่างวัฒนธรรม และทำให้เรารู้สึกถึงมิตรไมตรีผ่านการกระทำเล็ก ๆ ตลอดเส้นทาง
3 สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเซินเจิ้น
เมื่อการเดินทาง 5 วันกำลังจะสิ้นสุดลง หากต้องสรุปสิ่งที่ดิฉันได้รับจากทริปนี้ ดิฉันคิดว่ามีอยู่ 3 เรื่องสำคัญ
หนึ่ง — จงเรียนรู้จากความก้าวหน้า แต่ต้องคิดต่อว่าจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไร
สิ่งที่เห็นในเซินเจิ้นสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการนำสิ่งต่างๆกลับมาประยุกต์ใช้ให้เราศึกษา ทดลอง และพัฒนาวิธีที่เหมาะสมกับประเทศของเราเอง
สอง — การพัฒนาที่มีความหมายต้องไม่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลัง
ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเมือง เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่ที่ความทันสมัย แต่ควรช่วยสร้างโอกาสและยกระดับชีวิตของผู้คนด้วย
สาม — จงเปิดรับสิ่งใหม่ โดยไม่ลืมคุณค่าของสิ่งที่เรามี
เราสามารถก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับรักษาวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ เพราะรากฐานที่แข็งแรงช่วยให้เราพัฒนาอย่างมีทิศทาง
ในฐานะบรรณาธิการชาวไทยที่อาศัยอยู่ในจีน ดิฉันหวังว่าจะนำสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้จากเซินเจิ้นกลับไปถ่ายทอดให้ผู้ชมชาวไทยได้เข้าใจจีนในมิติที่หลากหลายขึ้น และมองเห็นแนวคิดที่อาจนำไปต่อยอดเพื่อประโยชน์ของสังคมไทยได้ด้วย โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่เซินเจิ้นจะต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกใน APEC 2026

ภาพถ่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 บรรณาธิการชาวไทยถ่ายรูปกับบรรยากาศตึกสูงในเซินเจิ้น
(ภาพโดยดวงกมล สุขวิชาญชัย พีเพิลส์ เดลี่ออนไลน์)
มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “读万卷书,行万里路” ซึ่งมีความหมายว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้ สำหรับดิฉัน การเดินทางครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายของคำกล่าวนี้ชัดขึ้น เพราะบางสิ่งเราอาจอ่านหรือรับรู้จากข่าวได้ แต่การได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นในอีกมิติหนึ่ง
ห้าวันอาจไม่เพียงพอที่จะรู้จักจีนทั้งหมด แต่เพียงพอที่จะทำให้ดิฉันกลับมาพร้อมคำถามใหม่ มุมมองใหม่ และความตั้งใจที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับผู้คนในประเทศของตัวเอง
เพราะการเดินทางที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การได้เห็นโลกกว้างขึ้น แต่คือการกลับมาแล้วมองบ้านของตัวเองได้ลึกซึ้งกว่าเดิม